เทคนิคการขาย
หยุดลดราคา! 7 เทคนิคการขาย จากหนังสือธุรกิจระดับโลก ขายของได้โดยไม่ต้องลดราคา

ผมสอนขายของออนไลน์มา 20 ปี ไม่เคยลดราคาคอร์สให้นักเรียนแม้แต่บาทเดียว เคยสงสัยเหมือนกันนะว่าทำถูกหรือเปล่า จนคอร์สปีล่าสุด ปีที่แล้ว 100 คนแรกรับสมัครครบภายใน 5 นาที แต่ปีนี้ 100 คนแรกครบภายใน 5 วินาที
ผมเลยลองเปิดคลังหนังสือธุรกิจ 162 เล่มของผม ดึงเล่มดัง ๆ ออกมา 16 เล่ม แล้วเอามาเทียบกัน ปรากฏว่าคนเขียนอยู่คนละประเทศ คนละยุค แต่พูดตรงกันอยู่ 7 เรื่อง บทความนี้ผมสรุป 7 เทคนิคการขายนั้นให้ ว่าทำยังไงถึงขายของได้ โดยไม่ต้องลดราคาครับ
ขายของไม่ต้องลดราคา ใช้ “ของแถม” แทนส่วนลด
-
ความเชื่อที่ผิดคือ ลูกค้าทักมาว่า “ลดได้ไหมคะ” เราก็รีบลดให้ 10% เพราะกลัวลูกค้าหนี แต่ Alex Hormozi เขียนไว้ชัดเลยว่า อย่าลดราคาสินค้าตัวหลัก ให้เพิ่มของแถมแทน เพราะการลดราคา คือการบอกลูกค้าว่า ของเราไม่ได้มีค่าขนาดนั้น [ของที่ได้มาง่าย ๆ ไม่มีใครแย่งกันหรอกครับ]
-
มีการทดลองของ Dan Ariely ที่ผมชอบมาก ให้คนไข้กินยาแก้ปวด ที่จริง ๆ เป็นแค่วิตามินซี ถ้าบอกว่าเม็ดละ 2.5 ดอลลาร์ ทุกคนบอกว่ากินแล้วหายปวด แต่ถ้าบอกว่าลดเหลือเม็ดละ 10 เซนต์ คนไข้บอกว่าหายแค่ครึ่งเดียว ยาเม็ดเดียวกันเป๊ะ แต่การลดราคา ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ผลน้อยลง
-
ในหนังสือเล่มเดียวกัน ถ้าขายช็อกโกแลตเม็ดละ 1 เซนต์ จะมีคนเลือกแค่ 27% แต่พอเปลี่ยนเป็น “ฟรี” คนเลือกพุ่งเป็น 69% คำว่าฟรี แรงกว่าส่วนลดเยอะ ดังนั้น ถ้าของถูกอยู่แล้ว ให้ฟรีไปเลยคุ้มกว่า แต่ถ้าของแพง ต้องแพงสุด ๆ ไปเลย
-
ตลอด 20 ปี ผมทำเพจขายของมาเกิน 100 เพจ จะบอกว่าไม่เคยลดราคาเลยก็ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เน้นแถมเป็นหลัก ลูกค้าบอกว่า “เฮีย ร้านอื่นถูกกว่า” ผมจะตอบว่า “ราคาลดไม่ได้จริง ๆ มันชิดทุนแล้ว แต่เดี๋ยวผมแถมตัวนี้ให้” อย่างคอร์สปีของผม ราคาเดียว 24,900 บาท ไม่มีโปร ไม่มีราคาพิเศษ แต่ 100 คนแรก ได้ Consult กับผม 70 นาที
-
ของแถมไม่ต้องต้นทุนเยอะ ขอแค่ลูกค้าเห็นว่ามีมูลค่า เช่น เปลี่ยนจาก “ลด 15%” เป็น “แถมฟรี 1 ชิ้น” บางทีได้พลังกว่าเยอะ และอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ การตั้งราคาสูงกว่าคนอื่น แต่เพิ่มของแถม เพิ่มการรับประกัน จะปิดการขายได้ง่ายกว่า และกำไรเยอะกว่า [ลดราคา คือการลดคุณค่า แถม คือการเพิ่มคุณค่า]
ตั้งราคายังไง ให้ลูกค้ารู้สึกคุ้ม
-
ลูกค้าไม่ได้ตัดสินว่าแพงหรือถูกจากราคาของเรา แต่ตัดสินจาก “ราคาที่เห็นก่อนหน้า” นิตยสาร The Economist เคยตั้งราคาสมาชิก 3 แบบ ออนไลน์อย่างเดียว 59 ดอลลาร์ ฉบับพิมพ์อย่างเดียว 125 ดอลลาร์ และพิมพ์ + ออนไลน์ 125 ดอลลาร์เท่ากัน ผลคือ 84% เลือกแบบพิมพ์ + ออนไลน์ เพราะรู้สึกคุ้มกว่า แต่พอเหลือแค่ 2 ตัวเลือก คนเลือกแพ็กเกจนี้ลดจาก 84 คน เหลือ 32 คน
-
ราคาแรกจึงเป็น “ตัวล่อ” ร้านสูทมักสอนพนักงานให้ขายสูทก่อน แล้วค่อยขายสเวตเตอร์ เพราะสเวตเตอร์จะดูถูกลงทันที ผมเองก็เคยโดน ไปออร์แลนโด จองรถประตูเลื่อนไว้ พนักงานบอกว่าปกติอัปเกรดเป็น BMW X5 ต้องจ่ายเพิ่มวันละ 100 ดอลลาร์ แต่ดึกแล้วรถว่าง ให้แค่ 38 ดอลลาร์ ผมจัดไปทีเดียว 12 วันเลยฮะ [ตอนจบยังฮากว่านี้อีก อ่านต่อข้อ 16]
-
สิ่งที่ทำได้วันนี้เลยคือ ตั้งราคา 3 ตัวเลือกเสมอ เช่น 1 ชิ้น 290 บาท 2 ชิ้น 550 บาท 3 ชิ้น 590 บาท คนจะวิ่งไปที่ 3 ชิ้นทันที ไลฟ์สดก็เหมือนกัน โชว์เซตใหญ่สุดแพงสุดก่อน แล้วค่อยเปิดเซตที่อยากขายจริง [ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรถูก เขารู้แค่ว่าอะไร “ถูกกว่า” โคตรคมเลย]
เขียนโพสต์ขายของยังไง: ขายผลลัพธ์ และให้ก่อนขาย
-
ลูกค้าไม่ได้อยากซื้อของ เขาอยากซื้อ “ชีวิตหลังซื้อ” หลายคนโพสต์ขายของแล้วตามด้วยสเปค เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน 5 ลิตร 1,500 วัตต์ ลูกค้างง ไม่มีใครทัก สมัยก่อน Creative โฆษณาว่า “เครื่องเล่น MP3 ความจุ 5 GB” แต่ Apple ของ Steve Jobs มาทีหลัง พูดประโยคเดียว “เพลง 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” Apple ชนะครับ
-
ผมสอนนักเรียนเสมอ คลินิกฝังเข็มแก้ปวดหลัง ถ้าโพสต์ว่า “ฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน” ลูกค้าเลื่อนผ่าน เสียค่าแอดฟรี ๆ แต่ถ้าโพสต์ว่า “นั่งทำงานได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องลุกขึ้นมาบิดหลัง” ลูกค้าจะหยุดดูทันที เพราะลูกค้าไม่ได้อยากฝังเข็ม เขาแค่อยากหายปวดหลัง [ทำคอนเทนต์อย่าเน้นการลดราคา แต่ให้เน้นการแก้ปัญหาให้ลูกค้า]
-
เช็กทุกแคปชันด้วยคำถามเดียว “ประโยคนี้ ร้านอื่นเอาไปใช้ได้ไหม” ถ้าได้ แสดงว่าเรายังขายสเปคอยู่ ลองเปลี่ยนจาก “หม้อทอด 1,500 วัตต์” เป็น “เย็นนี้ ไก่ทอดกรอบ ไม่มีกลิ่นน้ำมันเลย” [สเปคทำให้คนเข้าใจ อนาคตทำให้คนซื้อ ขายผล อย่าไปขายเหตุ]
-
ให้ก่อน แล้วค่อยขาย เปิดเพจมาโพสต์ขายทุกโพสต์ แล้วเขียนว่า “ทักแชทมา เดี๋ยวส่งราคาให้” แบบนี้ไม่เวิร์ค ในหนังสือเล่าว่า McDonald’s ในบราซิลและโคลอมเบีย แจกลูกโป่งให้เด็กตอน “เดินเข้าร้าน” แทนตอนเดินออก ยอดบิลทั้งครอบครัวเพิ่มขึ้น 25% [Give & Take ทำให้ธุรกิจง่ายขึ้นมาก เพราะลูกค้ารักเราก่อน]
-
เคสจริงของผม ซื้อบ้านใหม่ คุยกับอินทีเรีย 2 เจ้า เจ้าแรกบอก “งานเราดีมาก เนี้ยบมาก” เจ้าที่ 2 บอก “งานดีใครก็พูดได้ ยังไม่ต้องจ่ายนะ ผมส่งแปลนให้ดูก่อนเลยว่าจะทำอะไรให้บ้าง” ยังไงก็ต้องเลือกเจ้าที่ 2 เพราะสบายใจกว่า
-
นักเรียนผมคนหนึ่งเป็นหมอฟัน สอนทำขนม ลงคลิปยาวราว 2 นาทีครึ่งบน Facebook ทุกวัน ท้ายคลิปบอกว่า “พิมพ์คำว่าครัวซอง เดี๋ยวส่งสูตรเต็มให้ทาง Inbox” ลูกค้าทักเข้ามาวันละเป็นพันข้อความ พอบรอดแคสต์ก็ได้ออเดอร์ทุกวัน [คนไม่ได้ซื้อเพราะเราขายเก่ง แต่ซื้อเพราะเราเป็นคนที่ให้ก่อน]
เทคนิคปิดการขาย โดยไม่ต้องลดราคา
-
หยุดพูด เริ่มถาม คนขายเก่งไม่ใช่คนพูดเก่ง อดีตนักเจรจาตัวประกัน FBI สอนเทคนิค “ทวนคำ” ลูกค้าพูดอะไร ให้ทวน 1–3 คำสุดท้าย แล้วเงียบ มีการทดลองกับพนักงานเสิร์ฟที่ทวนคำสั่งลูกค้า ปรากฏว่าได้ทิปมากขึ้นถึง 70%
-
ใช้ในแชทได้เลย ลูกค้าทักมา อย่าเพิ่งบอกราคา ถามไปสัก 2–3 ข้อ ให้คำแนะนำก่อน แล้วค่อยให้ราคา ถ้าลูกค้าบอกว่าแพง ให้ทวนว่า “แพงไปหน่อยเหรอคะ” แล้วรอเฉย ๆ ไม่ต้องแก้ตัว ลูกค้าจะเปิดใจบอกเหตุผลจริงออกมาเอง [ส่วนเรื่องรถ BMW X5 พอรับรถปุ๊บ แฟนผมถามเลย “แล้วรถประตูเลื่อนของฉันล่ะ” พนักงานคนนั้นแทบไม่ได้พูดอะไร ผมพูดอยู่คนเดียว 555+]
-
ย้ายความเสี่ยงมาไว้ที่ร้าน หลายคนกลัวว่ารับประกันคืนเงิน เดี๋ยวโดนโกงขาดทุน แต่ Alex Hormozi คิดเลขให้ดู ไม่รับประกัน ขาย 100 โดนคืน 5 เหลือ 95 แต่ถ้ารับประกันแรง ๆ ขายได้ 130 โดนคืน 13 ยังเหลือ 117 [รับประกันนาน ย่อมตั้งราคาได้แพง]
-
แต่การรับประกันแบบ “พอใจหรือคืนเงิน” กว้างเกินไป ต้องรับประกันเรื่องที่ลูกค้ากลัวจริง ๆ และคนเราถ้าได้ถือ ได้ลองแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นของเขา ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคืนหรอกครับ คอร์ส 2 วันของผมเลยให้กลับมาเรียนซ้ำได้ 1 ปี จ่ายแค่ค่าอาหารวันละ 500 บาท [ลูกค้าไม่ได้กลัวราคา ลูกค้ากลัวเสียเงินฟรี]
-
เงินก้อนใหญ่ อยู่ในแชทเก่าเสมอ ลูกค้าเงียบไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ ในหนังสือบอกว่า คนขาย 50% เลิกตามลูกค้าตั้งแต่ครั้งแรก และ 79.8% เลิกตามภายในครั้งที่ 3 ผมสอนนักเรียนเสมอว่า ลูกค้าต้องเห็นคลิปเรา 7 ช็อตที่แตกต่างกัน ถึงมีสิทธิ์ซื้อ (Rule of Seven) ยิ่งขายของแพง ยิ่งต้องเห็นมากกว่านั้น [เหมือนจีบสาว จีบครั้งแรกแล้วติดเลย เป็นไปไม่ได้]
-
Joe Girard นักขายรถที่ขายได้ 13,000 กว่าคันในชีวิต เคล็ดลับคือส่งการ์ดหาลูกค้าทุกเดือน เขียนแค่ “I like you” ส่วนลูกค้าที่เงียบไปนาน ให้ทักด้วยประโยคเด็ดนี้ “พี่เลิกสนใจสินค้าตัวนี้ไปแล้วใช่ไหมคะ” คนที่ยังสนใจจะบอกว่ายังรออยู่ คนที่ไม่สนใจจะบอกเหตุผล เราก็เสนอตัวอื่นต่อได้ [ผมเคยไปดูบ้าน แล้วเซลส์ทักมาด้วยประโยคนี้ เจ๋งมาก]
สรุป
หนังสือระดับโลกไม่ได้มีความลับอะไรเลย ทั้ง 16 เล่มพูดเรื่องเดียวกัน คือ แถมแทนลด ตั้งราคาแรกให้เป็นตัวล่อ ขายผลลัพธ์ ให้ก่อนขาย ถามมากกว่าพูด ย้ายความเสี่ยงมาที่ร้าน และตามแชทเก่า คอร์สปีของผมรับสมัครครบเร็ว ก็เพราะผมโฟกัสคนที่รู้จักผมอยู่แล้ว นักเรียนหลายคนเรียนกับผมมาเป็น 10 ปี จำไว้นะครับ ลูกค้าใหม่ทำให้ร้านอยู่ได้ แต่ลูกค้าเก่าทำให้ร้านรวย
คำถามที่พบบ่อย
ลูกค้าขอลดราคา ควรตอบยังไง?
ตอบว่าราคาเท่าเดิม แต่แถมให้แทน เพราะลดราคาคือการลดคุณค่า แต่แถมคือการเพิ่มคุณค่า ของแถมต้นทุนไม่ต้องเยอะ ขอแค่ลูกค้าเห็นว่ามีมูลค่า
ตั้งราคาสินค้ายังไง ให้ลูกค้ารู้สึกคุ้ม?
ตั้งราคา 3 ตัวเลือกเสมอ เช่น 1 ชิ้น 290 บาท 2 ชิ้น 550 บาท 3 ชิ้น 590 บาท เพราะลูกค้าไม่รู้หรอกว่าอะไรถูก เขารู้แค่ว่าอะไรถูกกว่า
ลูกค้าบอกว่าแพง ควรทำยังไง?
อย่าเพิ่งแก้ตัว ให้ทวนคำว่า แพงไปหน่อยเหรอคะ แล้วรอเฉย ๆ ลูกค้าจะเปิดใจ บอกเหตุผลจริงออกมาเอง
ลูกค้าทักแชทแล้วเงียบ ควรตามต่อไหม?
ควรตามต่อ ลูกค้าเงียบไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ เงินก้อนใหญ่อยู่ในแชทเก่าเสมอ ลองใช้ประโยค พี่เลิกสนใจสินค้าตัวนี้ไปแล้วใช่ไหมคะ
บทความอื่นที่น่าอ่าน
ยิงแอด Facebook ยุคนี้ ทำไมยิงแล้วไม่เวิร์ค? 16 ข้อที่ต้องเปลี่ยน + 3 สัญญาณว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ
ยิงแอด Facebook แล้วไม่เวิร์ค ค่าแอดดูแพงขึ้น? อ.ตรี สรุปว่ายิงแอดยุคนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนตรงไหน สูตร 3 ก๊ก ปรับแอดทุก 3 วัน และ 3 สัญญาณเตือนว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ
อ่านต่อ →
มือใหม่ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง? 6 ขั้นตอนที่ควรทำก่อน (ฉบับปี 2569)
อยากเริ่มขายของออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อ.ตรี เรียงให้ 6 ขั้นตอน ตั้งแต่เลือกสินค้า เลือกแพลตฟอร์ม Tiktok / YouTube / Facebook วางคอนเทนต์ จนพาลูกค้าเข้า Line@ พร้อม 5 ปัญหาที่ทำให้มือใหม่ไปไม่ถึงฝั่ง
อ่านต่อ →