ทักไลน์ @thebiz

กลยุทธ์ธุรกิจ

Start with Why คืออะไร? สร้างแบรนด์ทุนน้อยด้วย Golden Circle ทำไมขายแพงกว่าคู่แข่ง ลูกค้ายังเลือกเรา

ห้องเรียน The Biz มองจากหลังห้อง นักเรียนเปิดโน้ตบุ๊กฟังผู้สอนหน้าจอโปรเจกเตอร์

ทำไมบางร้านขายของแพงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ายังแย่งกันซื้อ ทำไมบางแบรนด์มีแฟนพันธุ์แท้ ที่ไม่ยอมไปซื้อกับใครเลย ทั้งที่สินค้าก็ไม่ได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ราคา ไม่ได้อยู่ที่โปรโมชั่น แต่อยู่ในคำว่า “Why” ครับ

บทความนี้ผมสรุปจากหนังสือ Start with Why ของ Simon Sinek ซึ่งผมให้เป็นหนังสือธุรกิจอันดับ 2 ในชีวิต เรื่อง Golden Circle หรือ “วงแหวนทองคำ” ความลับที่แยกผู้นำออกจากผู้ตาม ผมเล่าพร้อมประสบการณ์สอนมา 20 ปี ว่าคนทุนน้อยจะเอาไปสร้างแบรนด์ยังไง ให้ขายได้โดยไม่ต้องตัดราคาครับ

คลิป YouTube อ.ตรี: ไม่ต้องมีทุนหนา ก็ชนะคู่แข่งได้ เปลี่ยนวิธีคิดจาก ขายอะไร
ดูคลิปเต็ม: ไม่ต้องมีทุนหนา ก็ชนะคู่แข่งได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดจาก ขายอะไร เป็น...? · ช่อง YouTube อ.ตรี

Start with Why คืออะไร? Golden Circle วงแหวนทองคำ 3 ชั้น

  1. ตลอด 20 ปีที่สอนขายของออนไลน์ ผมเห็นมือใหม่หลายคน วิ่งหาสินค้ายอดฮิต หากลยุทธ์ยิงแอดที่ล้ำที่สุด หาสินค้าที่มาเป็นตัวแรกในไทย เพื่อเป้าหมายเดียวคือขายให้ได้เยอะ ๆ แต่หลักการทำธุรกิจที่แท้จริง ถูกขีดเส้นใต้ด้วยคำว่า “Loyalty” หรือ “ความภักดี” ไม่ว่าจะยุคไหน ยุค Industrial หรือยุค AI ความภักดีของลูกค้าก็มาเป็นอันดับ 1 เสมอ และอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ ถ้าเราตั้งโจทย์จากลูกค้าเป็นที่ตั้ง (Start with Why) ลูกค้าจะรักและจงรักภักดีต่อแบรนด์เรา [ลูกค้าตกหลุมรักแบรนด์เมื่อไหร่ เขาจะไม่อยากไปซื้อกับใครอีกเลย]

  2. Golden Circle มี 3 ชั้นซ้อนกัน วงนอกสุดเรียกว่า “What” แปลว่า ธุรกิจคุณทำอะไร เช่น ผมขายเคสมือถือ เรารู้ว่าเราขายอะไร ให้บริการอะไร ทุกบริษัทในโลกรู้ What ของตัวเองหมด นี่คือพื้นฐานที่สุด

  3. วงกลางเรียกว่า “How” แปลว่า ทำอย่างไร มีจุดแตกต่างยังไง เช่น ถ้าบอกแค่ว่า “อยากขายข้าวมันไก่” แบบนี้คือ What ไม่มีทางรวย แต่ถ้าคิดต่อว่า ทำข้าวมันไก่ยังไงให้อร่อยกว่าคนอื่น น้ำจิ้มต่างจากคนอื่นยังไง อันนี้คือ How หรือที่เราเรียกว่า USP (Unique Selling Proposition) ทำให้ต่างจากคนอื่น เด่นกว่าคนอื่น

  4. วงในสุด เล็กที่สุดคือ “Why” มีคนแค่หยิบมือเดียวที่รู้ว่า ทำไมเขาถึงทำธุรกิจนี้อยู่ Why ไม่ได้เกิดมาเพื่อหาเงิน เพราะเงินเป็นแค่ “ผลลัพธ์” แต่ Why คือ “เหตุ” คือจุดมุ่งหมาย คือความเชื่อของเจ้าของกิจการ ทำดีย่อมได้ดี แต่ได้ดีเมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะเหตุกับผลไม่จำเป็นต้องเกิดติดกัน [ถามตัวเองก่อนเลย ทำไมธุรกิจเราต้องมีอยู่บนโลกนี้ ทำไมเราต้องตื่นมาทำทุกเช้า และทำไมคนอื่นต้องใส่ใจในสิ่งที่เราทำ]

สร้างแบรนด์ทุนน้อย ต้องเริ่มจาก Why ไม่ใช่เริ่มจาก “ขายอะไร”

  1. คนส่วนใหญ่สื่อสารจากวงนอกเข้าวงใน คือเริ่มจาก What ผลิตสินค้าก่อน แล้วค่อยไป How ออกโปรโมชั่น ตัดราคายังไงให้ไม่มีใครสู้ได้ สุดท้ายค่อยมาคิด Why เช่น เรียนจบมาบอกว่าอยากทำอาหารเสริม แล้วค่อยคิดว่าทำยังไงให้ต่าง สุดท้ายค่อยถามตัวเองว่า ตกลงทำไปเพื่ออะไร แบบนี้ผิดสูตรครับ [คำว่า “คนส่วนใหญ่” แปลว่า ยากที่จะรวย]

  2. แต่ Why ห้ามเริ่มจาก “อยากได้เงิน 100 ล้าน” อันนี้หนังสือไม่ได้อธิบาย ผมขอเสริมเอง Start with Why คือเรื่องของเหตุที่ทำให้เกิดผล แต่ถ้าเราเอาผลในอนาคต มาตั้งเป็นเป้าหมาย แล้วค่อยหาวิธีทำความดีเพื่อให้ได้ผลนั้น มันจะกลายเป็น “ผลและเหตุ” ไม่ใช่ “เหตุและผล” เริ่มจากความโลภเมื่อไหร่ ก็ผิดตั้งแต่ต้น

  3. ยกตัวอย่างของผมเองนะครับ Why ของผมคือ อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือระดับโลก เหมือนที่ผมอ่านมาทั้งชีวิต แต่บอกว่าเล่มนี้ดี ก็ไม่มีใครไปอ่าน เพราะไม่มีเวลา ผมก็เลยมาทำ YouTube โดยยังไม่ไปดูผล นี่คือ Why ส่วน How คือ คนอื่นอาจรีวิวหนังสือเฉย ๆ แต่ผมรีวิวพร้อมเล่าประสบการณ์จริง แล้ว What ล่ะ ขายได้เยอะแยะ อาจทำหนังสือของตัวเอง สมุดโน้ต หรือรายได้จากโฆษณาบน YouTube

  4. กติกาสำคัญคือ Why ต้องจบที่ What เสมอ สมมุติวันนี้คุณอยากเป็นนักดีดลูกแก้วระดับโลก พอเป็นเบอร์ 1 แล้ว จะหาเงินยังไง แบบนี้มี Why แต่ไม่มี How ไม่มี What ก่อนเริ่มทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ ต้องรู้ด้วยว่ามันขายของได้ และอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ สิ่งสำคัญในการสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนคือ Monetization ต้องหาเงินให้ได้ด้วย [Start with Why แต่ต้องจบท้ายด้วย What]

  5. สูตรของผมคือ เอาเวลา 90% ไปคิดที่ Why ก่อน ว่าเราอยากทำอะไร อะไรที่เราทำได้ดี จากนั้นค่อยคิดว่า สิ่งที่ทำได้ดีนั้น ดีกว่าคู่แข่งไหม แล้วค่อยคิดว่าจะขายอะไร ข้อนี้ให้เผื่อไว้สัก 7–8 อย่าง เพราะถ้าวันหนึ่งเราดังขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะได้ใช้

ทำไมขายของแพงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ายังเลือกซื้อ

  1. ในหนังสือยกตัวอย่าง Apple ไว้ ถ้า Apple เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ Start with What ข้อความจะเป็นแบบนี้ “เราสร้างคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยม ออกแบบสวยงาม ใช้งานง่าย ซื้อสักเครื่องไหม” น่าเบื่อมาก เหมือนเดินร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วหาป้ายแดงที่ถูกที่สุด โดยไม่รู้สึกผูกพันอะไรเลย แต่ Apple เริ่มด้วย Why “ทุกสิ่งที่เราทำ เราเชื่อในการท้าทายสถานะเดิม เราเชื่อในความคิดต่าง” แล้วค่อยบอก How ว่าวิธีท้าทายคือ ออกแบบให้สวยและใช้ง่าย แล้วบังเอิญว่า เราได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา [ไม่อวดสรรพคุณสินค้า แต่อวดแรงบันดาลใจว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร]

  2. ประโยคทองคำในหนังสือเล่มนี้คือ “ผู้คนไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ แต่ซื้อเหตุผลที่คุณทำ” ลูกค้าไม่ได้ซื้อ Apple เพราะสเปคดีที่สุดหรือราคาดีที่สุด หลายครั้งสเปคด้อยกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ แต่เขาเชื่อในสิ่งที่ Apple เชื่อ ตรงกับที่ผมเคยสรุปไว้ว่า Emotion สำคัญกว่า Functional

  3. ทำไมถึงเป็นแบบนั้น หนังสือพูดถึงหลักชีววิทยาของการตัดสินใจ สมองมนุษย์มี 2 ส่วน สมองส่วนนอก (นีโอคอร์เทกซ์) ดูแลเรื่องตรรกะ เหตุผล ตัวเลข ภาษา คือส่วนที่ดูว่าสินค้ามีฟีเจอร์อะไร ราคาเท่าไหร่ มีโปรอะไร ตรงกับ What ส่วนสมองส่วนใน (ลิมบิก) ดูแลความรู้สึก ความเชื่อใจ ความจงรักภักดี และเป็นส่วนที่ตัดสินใจซื้อจริง ๆ ตรงกับ Why [การพัฒนาธุรกิจที่ฉลาด จึงไม่ใช่การอัดฟีเจอร์เข้าไปในสินค้าเยอะ ๆ]

  4. ลองนึกภาพนะครับ เวลาซื้อนาฬิกา Casio เราบอกได้ว่าซื้อเพราะคุ้มค่า แต่เวลาซื้อนาฬิกาแบรนด์หรู เรือนละเป็นล้าน เรากลับอธิบายไม่ได้ว่าซื้อมาทำไม จะบอกว่าซื้อเพราะถูกก็ไม่ใช่ เพราะแพงก็ไม่ใช่ เพราะเราซื้อด้วย Feeling คือรู้สึกว่า “ใช่” และอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ สินค้าขายแพงได้ คือสินค้าที่ขาย “ความเชื่อใจ” ไม่มีความเชื่อใจ คือ “สินค้าไม่มีราคา” [ใครสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนได้ติด ขายอะไรก็ไม่ต้องแข่งด้านราคา]

  5. อีกตัวอย่าง ปกติเรานอนโรงแรมคืนละ 7,000 บาท ก็ว่าแพงแล้ว แต่ถ้าห้องนั้น เดวิด เบ็คแฮม เคยมาพัก คืนละ 40,000 บาทเรากลับรู้สึกว่าคุ้ม ทั้งที่เป็นห้องปกติเหมือนเดิม นี่แหละครับ สมองส่วนลิมบิกกำลังทำงาน

เลิกลดราคา เลิกตัดราคา สร้างลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ด้วย Why

  1. หลายคนชอบลดราคา จัดโปร 1 แถม 1 หรือขู่ว่าถ้าไม่ซื้อวันนี้จะพลาดโอกาสทอง หนังสือเรียกสิ่งนี้ว่า “การชักใย” (Manipulate) ทำยอดขายได้จริง แต่ไม่ยั่งยืน ลองนึกถึงแคมเปญ 4.4 5.5 6.6 บน Shopee หรือ TikTok ลูกค้าที่เคยได้ส่วนลด 30% ตอน 4.4 ของหมดกลางเดือนก็ไม่ซื้อแล้ว รอ 5.5 อย่างเดียว เราก็ต้องลดแลกแจกแถมทุกเดือน แถมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มก็ยังขึ้นได้อีก [เหมือนฉีดยาชา พอหมดโปร ลูกค้าก็หายไป]

  2. ลูกค้าที่มาหาเราเพราะราคาถูก ย่อมทิ้งเราไปเมื่อเจอที่ถูกกว่าเสมอ อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ ถ้าเราขายสินค้าด้วยเหตุผล เรามักจะเจอ “สงครามการตัดราคา” ขายแพงไม่ได้ กำไรเยอะก็ไม่ได้ ทางออกคือ สร้างแบรนด์ สร้างตัวตนให้แข็งแกร่ง จะได้ไม่โดนตัดราคา [ถ้า Why เราชัด ลูกค้าจะเดินเข้ามาหาเราเอง เพราะเขาเชื่อในสิ่งเดียวกับที่เราเชื่อ]

  3. เคสที่ผมชอบมากในหนังสือ ปี 1914 นักสำรวจชื่อ Ernest Shackleton ต้องหาลูกเรือไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา ถ้าประกาศแบบ What ก็คงเขียนว่า “รับลูกเรือมีประสบการณ์ ร่างกายแข็งแรง ค่าจ้างงาม” ได้คนที่มาเพราะเงิน ลำบากนิดเดียวก็หนี แต่เขาประกาศด้วย Why ว่า “รับลูกเรือสำหรับการเดินทางอันตราย ค่าจ้างต่ำ หนาวเหน็บ ยาวนานหลายเดือน อาจไม่ได้กลับมา แต่ถ้าสำเร็จ จะได้เกียรติยศและการจดจำไปตลอดกาล” ผลคือคนสมัครถล่มทลาย และตอนเรือติดอยู่กลางน้ำแข็งเกือบ 2 ปี ไม่มีใครทิ้งเรือเลย [ประกาศจุดยืนให้ชัด เพื่อดึงดูดคนที่ใช่ และผลักคนที่ไม่ใช่ออกไป นักเรียนผมก็เหมือนกัน มีความเชื่อเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน]

  4. แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำยังตรงกับ Why หนังสือมี “Celery Test” ผมเรียกว่า “ทฤษฎีขึ้นฉ่าย” สมมุติ Why ของคุณคือ สุขภาพแข็งแรง อายุยืน เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อน 4 คนแนะนำ คนแรกให้ซื้อช็อกโกแลต กินแล้วอารมณ์ดี คนที่สองให้ซื้อนม มีแคลเซียม คนที่สามให้ซื้อคุกกี้ อร่อยมาก คนที่สี่ให้ซื้อขึ้นฉ่าย ผักใบเขียวดีต่อสุขภาพ ถ้า Why ไม่ชัด คุณจะซื้อทุกอย่าง เสียทั้งเงินและสุขภาพ แต่ถ้า Why ชัด คุณจะซื้อแค่ขึ้นฉ่าย [มีกูรูบอกผมว่า ทำ TikTok สิ คนดูเยอะกว่า แต่ Why ผมคืออยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ ผมจึงเลือกทำคลิปยาว]

  5. สิ่งที่ทำลายธุรกิจได้มากกว่าการขาดทุน คือ “ความสำเร็จ” ตอนเริ่มจากศูนย์ Why เราชัดมาก แต่พอธุรกิจโต จ้างคนเยอะขึ้น ต้องเพิ่มยอดขาย ก็เริ่มเพิ่มสินค้า เคยขาย Power Bank อยู่ดี ๆ ไปขายนาฬิกา ขายคีย์บอร์ด หนังสือเรียกว่า “The Split” คือ Why หลุดแยกออกมากลายเป็น What ในหนังสือยกเคส Walmart ยุคผู้ก่อตั้ง Sam Walton มี Why คือดูแลผู้คนและชุมชน เอาสินค้าดีราคาถูกไปขายเมืองเล็ก ๆ ดูแลพนักงานเหมือนครอบครัว แต่รุ่นต่อมาเหลือแค่ “ขายให้ถูกที่สุด กดราคาให้ต่ำที่สุด” กำไรทางบัญชีดูดี แต่สูญเสียความรักจากผู้คนไป

  6. แล้วจะหา Why ของตัวเองเจอได้ยังไง Why ไม่ใช่สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ต้อง “ค้นพบ” ให้มองกลับเข้าไปข้างใน (Look Inward) ว่าตั้งแต่อดีตจนวันนี้ อะไรหล่อหลอมให้เราเป็นเรา เรายึดถือความเชื่ออะไรมาตลอด ของผมคือ อาชีพอาจารย์ ได้ทั้งเงินจากสัมมาอาชีพ และได้บุญด้วย มีนักเรียนถามว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครมาเรียนกับผมแล้ว จะรู้สึกยังไง ผมตอบว่าดีใจ เพราะแปลว่าโลกนี้ไม่มีคนลำบากแล้ว [อายุเราเกินคำถามว่า “เกิดมาเพื่ออะไร” ไปไกลแล้ว ให้ถามว่า “หลังจากเกิดมา เราสร้างความหมายอะไรได้บ้าง”]

สรุป

แบรนด์ที่ขายแพงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ายังเลือก ไม่ได้ชนะเพราะทุนหนา สเปคดีกว่า หรือลดราคาเก่งกว่า แต่ชนะเพราะเริ่มจาก Why ก่อน แล้วค่อยไป How และจบที่ What ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยความรู้สึก ความเชื่อใจ และความภักดี ไม่ใช่ตัวเลข ทุนน้อยก็เริ่มได้ ขอแค่ Why ชัด ใช้ Celery Test คัดทุกการตัดสินใจ และระวังอย่าให้ความสำเร็จทำให้ Why หลุดหายไป จำไว้นะครับ คนเราเกิดมาด้วยความเชื่อ ยืนหยัดด้วยความเชื่อ และเมื่อเรากับลูกค้าเชื่อในสิ่งเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องแข่งกันที่ราคาอีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

Start with Why คืออะไร?

คือการเริ่มธุรกิจจาก Why หรือเป้าหมายและความเชื่อที่เราทำอยู่ ก่อนจะไปคิดว่าทำอย่างไร (How) และขายอะไร (What) เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อสิ่งที่เราทำ แต่ซื้อเหตุผลที่เราทำ

Golden Circle มีกี่ชั้น?

มี 3 ชั้น วงนอกคือ What เราขายอะไร วงกลางคือ How เราทำอย่างไรให้ต่างจากคู่แข่ง และวงในสุดคือ Why เราทำธุรกิจนี้ไปเพื่ออะไร คนส่วนใหญ่สื่อสารจากวงนอกเข้าวงใน แต่แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่เริ่มจากวงในออกไปวงนอก

ทำไมบางแบรนด์ขายแพงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ายังเลือกซื้อ?

เพราะการตัดสินใจซื้อจริง ๆ เกิดจากความรู้สึก ความเชื่อใจ และความภักดี ไม่ใช่ตัวเลขหรือโปรโมชั่น ลูกค้าเชื่อในสิ่งเดียวกับที่แบรนด์เชื่อ เลยไม่ต้องแข่งกันที่ราคา

ทุนน้อย จะเริ่มหา Why ของตัวเองยังไง?

ไม่ต้องไปหาที่ไหน ให้มองกลับเข้าไปข้างในว่า ตั้งแต่อดีตจนวันนี้ อะไรหล่อหลอมให้เราเป็นเรา เรายึดถือความเชื่ออะไรมาตลอด แล้วอย่าลืมคิดต่อให้จบว่า Why นั้นขายอะไรได้บ้าง

อ.ตรี วรเศรษฐ์ เมธาอัครพัฒน์

อ.ตรี วรเศรษฐ์ เมธาอัครพัฒน์

ทำธุรกิจมาราว 22 ปี สอนขายของออนไลน์ ยิงแอด Facebook และ Ai มา 20 ปี นักเรียน 20,000 คน ห้องเรียนจริงอยู่ที่ทุ่งครุ

อ่านประวัติ →

บทความอื่นที่น่าอ่าน

อ.ตรี สอนยิงแอด Facebook หน้าจอในห้องเรียน The Biz

ยิงแอด Facebook

ยิงแอด Facebook ยุคนี้ ทำไมยิงแล้วไม่เวิร์ค? 16 ข้อที่ต้องเปลี่ยน + 3 สัญญาณว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ

ยิงแอด Facebook แล้วไม่เวิร์ค ค่าแอดดูแพงขึ้น? อ.ตรี สรุปว่ายิงแอดยุคนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนตรงไหน สูตร 3 ก๊ก ปรับแอดทุก 3 วัน และ 3 สัญญาณเตือนว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ

อ่านต่อ →
นักเรียนเปิดคอมฝึกขายของออนไลน์ในห้องเรียน The Biz

ขายของออนไลน์

มือใหม่ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง? 6 ขั้นตอนที่ควรทำก่อน (ฉบับปี 2569)

อยากเริ่มขายของออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อ.ตรี เรียงให้ 6 ขั้นตอน ตั้งแต่เลือกสินค้า เลือกแพลตฟอร์ม Tiktok / YouTube / Facebook วางคอนเทนต์ จนพาลูกค้าเข้า Line@ พร้อม 5 ปัญหาที่ทำให้มือใหม่ไปไม่ถึงฝั่ง

อ่านต่อ →
ทักไลน์ @thebiz ถามรอบเรียน
ทักไลน์ @thebiz