กลยุทธ์ธุรกิจ
ขายดีจนเจ๊ง! ขายดีแต่ไม่มีกำไร ไม่มีเงินเหลือ 20 ข้อที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ก่อนติดกับดักยอดขาย

“ยอดขายเกือบ 10 ล้าน แต่เท่าทุน” ประโยคนี้ผมจดไว้ ตอนนั่งคุยกับนักเรียนคนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหาร ฟังตัวเลขยอดขายแล้วใครก็อิจฉา แต่พอเปิดบัญชีดูลึก ๆ ปวดหัวเลยครับ ไปงานสัมมนาทีไร ทุกคนพูดแต่ว่า “เดือนนี้ขายได้เท่าไหร่” แทบไม่มีใครพูดเลยว่า “เดือนนี้เหลือเท่าไหร่”
บทความนี้ผมสรุปจากหนังสือ The Personal MBA เล่มที่ผมอ่านมาเป็นสิบรอบ ผสมกับเคสจริงของนักเรียนที่ผมเจอตลอด 20 ปี ว่าทำไมหลายร้านขายดีแต่ไม่มีกำไร ขายดีแต่ไม่มีเงินเหลือ จนถึงขั้น “ขายดีจนเจ๊ง” และต้องแก้ยังไง โดยไม่ต้องรัดเข็มขัดเลยแม้แต่นิดเดียว แค่เข้าใจตัวเลขบนกระดาษแผ่นเดียวก็พอครับ
ขายดีแต่ไม่มีกำไร เกิดจากอะไร
-
ยอดขาย คือ “หน้าตา” แต่กำไร คือ “ความจริง” เวลาเจอเพื่อนนักธุรกิจในงานเลี้ยง คำถามแรกคือปีนี้ยอดขายเท่าไหร่ ไม่มีใครถามว่าปีนี้เหลือเท่าไหร่ ลองเอากล้องวงจรปิดไปจับคนที่ยอดขายเพิ่ม 30-40% ตอนเขาอยู่คนเดียวดูสิ หน้าเขาเครียดครับ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเลย
-
กลับมาที่เคสโรงงานอาหาร ยอดขายเดือนละเกือบ 10 ล้าน หักทุกอย่างแล้วเท่าทุน ทางออกที่ผมแนะนำ ไม่ใช่เพิ่มยอดขาย ไม่ใช่เพิ่มกำไร แต่สวนทุกตำรา คือ “ปิดโรงงาน แล้วเอาสินค้าของคนอื่นมาขายแทน” เพราะถ้าต้องยิงแอดเลี้ยงยอดให้เกิน 10 ล้านทุกเดือน อย่าเรียกว่ายากเลย เรียกว่าโคตรยาก กว่าเขาจะทำใจได้ ใช้เวลาร่วม 5 ปีเต็ม ๆ เพราะเป็นโรงงานที่พ่อแม่ปั้นมากับมือ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็อนิจจัง [ธุรกิจที่ดี วัดกันจากกำไรบรรทัดสุดท้าย ไม่ใช่ยอดขายในบรรทัดแรก]
-
ผมแบ่งคนขายของเป็น 3 แบบ แบบแรก ขายได้แต่กำไรต่ำ ต้นทุน 100 ขาย 130 สมัยก่อนยังพอเหนื่อยได้ แต่ยุคนี้แทบไม่มีโอกาสรอด เพราะยังมีค่าแอด ค่าธรรมเนียม ค่าลูกน้อง ค่าเช่า ค่าภาษีรออยู่ แบบที่ 2 ขายดีมาก แต่ไม่รู้เลยว่ากำไรบรรทัดสุดท้ายเหลือเท่าไหร่ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งขายมาม่าได้ 30,000 ซอง ฟังดูตื่นเต้นสุด ๆ แต่คำนวณภาษีเสร็จ เจ๊งกระจุย [ต้นทุน 4 บาท ขาย 5 บาท ต้องเป็นโรงงานเท่านั้นถึงจะอยู่ได้]
-
แบบที่ 3 ขายได้น้อย แต่มีกำไร วันหนึ่งขายแค่ 3-5 ออเดอร์ แต่ออเดอร์ละกำไรเกิน 1,000 บาท สมมุติวันละ 4 ออเดอร์ ออเดอร์ละ 1,500 ก็กำไรวันละ 6,000 เดือนละราว 180,000 บาท แถมพนักงานใช้ไม่เยอะ โกดังไม่ต้องใหญ่ ค่าแพ็กของก็น้อย ถามว่าไปถึงร้อยล้านได้ไหม ก็ทำหลายธุรกิจแบบนี้สิครับ โอกาสก็มี
-
รู้จัก Margin กับ Markup ให้ดี Markup คือเอากำไรหารด้วยต้นทุน ส่วน Margin คือเอากำไรหารด้วยยอดขาย ต้นทุน 100 ขาย 200 หลายคนคิดว่ากำไร 100% แต่จริง ๆ Margin แค่ 50% เท่านั้น และนี่ยังไม่ได้หักอะไรเลยนะ หักนู่นหักนี่เพิ่ม อาจไม่เหลือ หรือขาดทุนก็ได้ [หนังสือบอกว่า รายได้ 100 ล้าน แต่รายจ่าย 100 ล้านกับอีก 1 ดอลลาร์ ก็คือขาดทุน ธุรกิจไม่ได้วัดว่าหาได้เท่าไหร่ แต่วัดว่าเก็บไว้ได้เท่าไหร่]
ต้นทุนแฝง ตัวการที่ทำให้ขายดีแต่ไม่มีเงินเหลือ
-
คนที่สั่งของจากจีนมาขาย จะจำต้นทุนได้แม่นมาก นาฬิกาสีดำ 1,000 สีแดง 900 สีเหลือง 800 พอขายได้ 2,000 ก็ฉลองเลย แต่ความจริงมีต้นทุนแฝงโคตรเยอะ ทั้งค่าธรรมเนียม ค่ายิงแอด ค่าเช่า ค่าภาษี ยังไม่รวมเอาเงินธุรกิจไปใช้ส่วนตัวอีกนะ คิดว่าเงินก้อนเดียวกัน ใช้ปนกันมั่วไปหมด แบบนี้กระแสเงินสดติดลบได้ง่ายมากครับ
-
ลองดูสูตร “ต้นทุนวิบัติ” ต้นทุนสินค้า 10% / ค่า Affiliate 20% / ยิงแอด 20% / ค่าธรรมเนียม 30% / ภาษี 15% / Fix Cost 5% รวมกันได้ 100% พอดี กำไรเหลือ 0 หลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ทุกวันนี้ ค่าธรรมเนียมบน Shopee กับ TikTok Shop ก็เริ่มเข้าใกล้แบบนี้แล้ว [ใจเย็น ๆ ก่อน มีวิธีดึงกำไรกลับมาให้ได้ 20-25% อยู่]
-
ระวัง Overhead Cost ให้ดี หนังสือยกคำของ Benjamin Franklin ที่ว่า ระวังค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ เพราะรอยรั่วเล็ก ๆ ทำให้เรือใหญ่จมได้ Overhead คือค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะขายดีหรือไม่ดี เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ออเดอร์มหาศาล คนแพ็กก็ต้องเยอะ โกดังก็ต้องใหญ่ แต่ถ้าขายของชิ้นใหญ่ กำไรตั้งแต่ 1,500 ขึ้นไป Overhead จะต่ำลงทันที [ต้นทุนสินค้า 10% เท่ากัน แต่ Overhead ไม่เท่ากันก็ได้ ใครคุมค่าใช้จ่ายได้ดี กำไรสูงขึ้นทันที]
-
การบ้านที่ทำได้วันนี้ 3 ข้อ ข้อแรก ก่อนตั้งราคาขายทุกครั้ง ให้คำนวณต้นทุนทุกก้อนก่อนเสมอ สมัยก่อนต้องซื้อโปรแกรม แต่ยุคนี้ใช้ Ai คำนวณให้ได้เลย ข้อ 2 เอาสินค้าขายดี 5 ตัวแรกของร้าน มาหักค่าใช้จ่ายทีละก้อน ดูว่ามีตัวไหน “ขายดีจนเจ๊ง” หรือเปล่า ถ้ามี อย่าเพิ่งไปโฟกัสตัวนั้นเพิ่ม ข้อ 3 แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว ห้ามใช้ปนกันเด็ดขาด
ขายดีจนเจ๊ง กับดักยอดขายที่มาจากสต๊อกจม
-
ขายดีจนเจ๊ง มักเกิดกับสินค้า Hand Made และสินค้ากำไรน้อยที่เน้น Volume เยอะ ๆ สมมุติเปิดร้านเสื้อผ้า ขาย 3 สี แดง ขาว ดำ แล้วขายดีมาก ลูกค้าก็ขอสีเหลือง สีฟ้า สีเขียว เราก็อัดสต๊อกทุกสีเท่ากันหมด แต่หลัก 80/20 ทำงานเสมอ เสื้อ 10 สี ขายดีจริงแค่ 2 สี ลองไปยุโรปหน้าหนาวดู คนใส่เสื้อหนาวกันแค่ขาว ดำ เทา สีอื่นกลายเป็น Dead Stock ทันที [บนกระดาษยังคิดว่ามีมูลค่า แต่จริง ๆ มันขายไม่ได้แล้ว]
-
ทางรอดคือ Zero Inventory สต๊อกเฉพาะ 20% ที่ขายดีจริง ส่วนอีก 80% ให้คนอื่นสต๊อกให้ ผมเข้าใจนะว่ากำไรต่อชิ้นจะน้อยลง แต่ถ้าสต๊อกเองทุกอย่าง ธุรกิจจะโตแบบเป็ด สุดท้ายคุมไม่ไหว หนังสือเปรียบเงินเหมือนน้ำในอ่างอาบน้ำ เติมน้ำเท่าไหร่ ถ้าเปิดจุกข้างล่างไว้ น้ำก็ไหลออกอยู่ดี [ของที่สต๊อกไว้แต่ยังขายไม่ออก ไม่ใช่กำไร แต่คือเงินที่ยังไม่กลับมาเป็นเงินสด]
-
เคสจริงที่ 1 สินค้า Hand Made ยอดขาย 2 ล้าน แต่เจ้าของเครียดจัด เพราะต่อให้ขนคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยทำ ก็ยังทำไม่ทัน ต้องคุมคุณภาพ ทางแก้คือ ทำให้ชิ้นใหญ่ขึ้น ขายแพงขึ้น ไม่ต้องใช้คนเพิ่ม คุมสต๊อกได้ง่ายขึ้น และกำไรเพิ่ม เพราะไม่ใช่ใครก็ทำได้ เราเป็นต่อในการเรียกราคา
-
เคสจริงที่ 2 นักเรียนผมคนหนึ่งเก่งยิงแอดมาก ยิงแหลกลาญบานกระจาย ช่วงแรกขายสบาย แต่วันหนึ่งงงเลย ทำไมไม่มีเงินเหลือ เพราะสต๊อกสินค้าที่ขายไม่ดีมีเยอะเกินไป บางตัวปล่อยจนหมดอายุ ค่อย ๆ ขาดทุนแบบไม่รู้ตัว มีงานวิจัยของ CB Insights ในอเมริกา ที่อ่านบันทึกของ Startup ที่ล้มเหลว 101 แห่ง พบว่าเหตุผลที่เจอบ่อยสุด คือเงินสดหมดหน้าตัก กับทำสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ [เหนื่อยไม่เป็นไร แต่ยิ่งทำยิ่งเครียด แบบนี้พอเลยครับ]
-
ผมเคยนั่งแกะงบบริษัทไอทีในตลาดหลักทรัพย์เจ้าหนึ่ง ย้อนหลัง 10 ปี ยอดขายแตะหลัก 5,000-7,000 ล้านทุกปี แต่กำไรประมาณ 0.5% คิดง่าย ๆ ขายได้ 100 บาท เหลือกำไร 50 สตางค์ ฟังดูยอดเยอะนะ แต่ถ้าปีไหนเจอน้ำท่วม ตกเทรนด์ หรือโดน Disrupt ขาดทุนหนักขึ้นมาสักปี กำไรที่สะสมมาเกือบ 10 ปีอาจหายหมด [เป็น SME อย่าทำแบบนี้นะครับ อันตรายมาก]
-
สิ่งที่ทำได้ทันที ข้อแรก พิมพ์รายการสินค้าทั้งหมด เรียงจากขายดีไปขายไม่ดี แล้วขีดเส้นใต้ 20% แรก เช่น มีสินค้า 100 แบบ จะมีแค่ราว 20 แบบที่ขายดีโคตร ๆ ตัวพวกนี้เท่านั้นที่ควรสต๊อก ข้อ 2 เดินเข้าโกดัง นับของที่ค้างเกิน 3 เดือน ตีออกมาเป็นตัวเลข แล้วระบายออกไปซะ ข้อ 3 อย่าสต๊อกด้วยเงินทุนทั้งหมด และอย่ากู้เงินมาสต๊อกเด็ดขาด
กระแสเงินสด คือออกซิเจนของธุรกิจ
-
นักธุรกิจอายุ 20 จะล้มอีกกี่ครั้งก็ได้ เป็นประสบการณ์ แต่ถ้าอายุ 40-50 ขึ้นไป ล้มได้ไม่กี่ครั้งแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ Cash Flow จะขายอะไร ทำธุรกิจอะไรก็ตาม ห้ามช็อต ห้ามติดลบ ต้องหมุนเงินให้ทัน เพราะถ้ากระแสเงินสดเริ่มติดลบ ดอกเบี้ยเงินกู้จะเริ่มเป็นปัญหาในทันที
-
หลายคนพอมีกำไรปุ๊บ ชอบเอาไปอัดสต๊อกเพิ่ม เพราะคิดว่าจะขายดีเหมือนในอดีต ผมยกตัวอย่างธุรกิจค้าเหล็ก 3 โรงงานเริ่มพร้อมกัน ทุนเท่ากัน โรงงานแรกซื้อเหล็กตอนราคาลง แล้วบังเอิญราคาขึ้นพอดี ทายถูกสัก 7-8 ครั้ง ก็โตยับ ส่วนอีกโรงงานมั่นใจว่าราคาต้องขึ้นแน่ ๆ สต๊อกไว้ทีเดียว 6 เดือน ปรากฏราคาลงต่อ เศรษฐกิจแย่ ไม่มีใครก่อสร้างเลย เรียบร้อยครับ
-
เช็กลิสต์ธุรกิจแข็งแรง ที่เจอวิกฤตก็ยังอยู่ได้ ข้อ 1 กระแสเงินสดต้องติดบวกทุกเดือน ข้อ 2 สะสมเงินออมกิจการให้เท่ากับรายจ่าย 1 ปี เช่น รายจ่ายเดือนละ 200,000 บาท เงินสำรองต้องมี 2.4 ล้านบาท ข้อ 3 เจรจาทุกฝ่ายเพื่อลดรายจ่ายให้น้อยที่สุด อย่าไปดูบริษัทใหญ่ที่จ้างแต่หัวกะทิ เราเป็นแค่ SME [รายจ่ายที่ลดลง คือกำไรที่เพิ่มขึ้น]
-
ข้อ 4 ระงับเครดิตการค้า โฟกัสแต่ธุรกิจเงินสดเท่านั้น ลูกค้าคนสนิทซื้อกันมาทั้งชีวิต ออเดอร์ขยับจากล้านเป็น 2 ล้าน 3 ล้าน 4 ล้าน เครดิตก็ยาวขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายปลายทางเละ ข้อ 5 ระวังยอดออเดอร์ใหญ่เกินตัว จ่ายมัดจำก่อน ค่อยจ่ายที่เหลือหลังงานจบ อาจทำให้ขาดสภาพคล่อง และเสียอำนาจการต่อรองทันที ข้อ 6 ทรัพย์สินที่ซื้อเข้า ต้องสร้างกระแสเงินสดในทันที และไม่กินเวลาเรามากเกินไป ซื้อรถกระบะต้องเอามาส่งของทำเงินได้เลย ไม่ใช่ซื้อมาสำรองไว้ หรือซื้อที่ดินไว้รอวันสร้างออฟฟิศ [ธุรกิจที่ปลอดภัย คือธุรกิจเงินสดเท่านั้น ห้ามหวังเงินในอนาคตที่ยังไม่ใช่ของเรา]
-
หยิบกระดาษแผ่นเดียวมาเขียน บรรทัดแรกคือยอดขายเดือนที่แล้ว ให้เป็น 100% แล้วลบต้นทุนทีละก้อน ต้นทุนสินค้า ค่าแอด ค่าธรรมเนียมรวมค่าคอม ภาษี Fix Cost เขียนเป็นเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด เพราะจำง่ายกว่าตัวเลขเงิน บรรทัดสุดท้ายคือกำไรจริง เป้าหมายของ SME คือ 20-25% เกิน 20% แปลว่าแข็งแรง เหลือ 10% แปลว่าอันตรายมาก ยอดขาย 14 ล้าน กำไร 20% คือ 2.8 ล้าน กำไร 25% คือ 3.5 ล้าน ต่างกันแค่ 5% แต่เป็นเงินถึง 700,000 บาท [สมัยก่อนแบงก์ปล่อยกู้ดูจากยอดขาย แต่ยุคนี้แบงก์ดูว่าคุณทำกำไรได้จริงเท่าไหร่]
สรุป
นักธุรกิจต่างชาติชอบพูดกันว่า “ยอดขายคือความภูมิใจ กำไรคือสติ แต่เงินสดคือราชา” ผมว่าจริงทุกคำ ขายดีแต่ไม่มีกำไร มักมาจากต้นทุนแฝงที่บวกกันแล้วเหลือ 0 ขายดีจนเจ๊ง มักมาจากกำไรที่ไปจมอยู่ในสต๊อก ส่วนขายดีแต่ไม่มีเงิน มาจากกระแสเงินสดที่หมุนไม่ทัน ทางแก้ไม่ใช่รัดเข็มขัด แต่คือดูกำไรบรรทัดสุดท้าย สต๊อกแค่ 20% ที่ขายดี และให้เงินสดติดบวกทุกเดือน หนังสือ The Personal MBA ปิดเล่มด้วยคำว่า Sufficiency หรือความพอเพียง ธุรกิจไม่จำเป็นต้องหากำไรสูงสุดเสมอไป แค่ทำกำไรได้มากพอ ให้คนทำรู้สึกคุ้มที่จะทำต่อ ไม่เหนื่อยฟรี แค่นั้นก็ถูกต้องแล้วครับ
คำถามที่พบบ่อย
ขายดีแต่ไม่มีกำไร เกิดจากอะไร?
ส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าแอด ค่าคอมนายหน้า ภาษี และ Fix Cost พอบวกกันครบ บางร้านกำไรเหลือ 0 ทั้งที่ยอดขายดูดีมาก ทางแก้คือคำนวณต้นทุนทุกก้อนเป็นเปอร์เซ็นต์ ก่อนตั้งราคาทุกครั้ง
ขายดีจนเจ๊ง คืออะไร?
คือร้านที่ขายดีมาก แต่กำไรไปจมอยู่ในสต๊อกที่ขายไม่ออก มักเกิดกับสินค้า Hand Made และสินค้ากำไรน้อยที่เน้น Volume เยอะ ๆ วิธีแก้คือใช้หลัก 80/20 สต๊อกเฉพาะ 20% ที่ขายดีจริง ส่วนที่เหลือพยายามไม่สต๊อกเอง
ธุรกิจ SME ควรมีกำไรกี่เปอร์เซ็นต์?
SME ควรคุมกำไรให้ได้ 20-25% ของยอดขาย ถ้าเกิน 20% ถือว่าธุรกิจแข็งแรง แต่ถ้าเหลือราว 10% ถือว่าอันตรายมาก
ธุรกิจควรมีเงินสดสำรองเท่าไหร่?
สะสมเงินออมกิจการให้เท่ากับรายจ่าย 1 ปี เช่น รายจ่ายเดือนละ 200,000 บาท ควรมีเงินสำรอง 2.4 ล้านบาท และกระแสเงินสดต้องติดบวกทุกเดือน
บทความอื่นที่น่าอ่าน
ยิงแอด Facebook ยุคนี้ ทำไมยิงแล้วไม่เวิร์ค? 16 ข้อที่ต้องเปลี่ยน + 3 สัญญาณว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ
ยิงแอด Facebook แล้วไม่เวิร์ค ค่าแอดดูแพงขึ้น? อ.ตรี สรุปว่ายิงแอดยุคนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนตรงไหน สูตร 3 ก๊ก ปรับแอดทุก 3 วัน และ 3 สัญญาณเตือนว่ากำลังยิงแอดทิ้งน้ำ
อ่านต่อ →
มือใหม่ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง? 6 ขั้นตอนที่ควรทำก่อน (ฉบับปี 2569)
อยากเริ่มขายของออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อ.ตรี เรียงให้ 6 ขั้นตอน ตั้งแต่เลือกสินค้า เลือกแพลตฟอร์ม Tiktok / YouTube / Facebook วางคอนเทนต์ จนพาลูกค้าเข้า Line@ พร้อม 5 ปัญหาที่ทำให้มือใหม่ไปไม่ถึงฝั่ง
อ่านต่อ →